การเลือกวิธีคุมกำเนิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้หญิงหลายคนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่วิถีชีวิตต้องการความสะดวกและความมั่นใจ การฉีดยาจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการลืมกินยาในแต่ละวัน และมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานทางการแพทย์ แต่สิ่งที่มักจะมาพร้อมกับความสะดวกสบายคือความกังวลใจเกี่ยวกับผลข้างเคียง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องรูปร่างที่เปลี่ยนไป น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือปัญหาผิวพรรณอย่างสิวที่อาจตามมา
การฉีดยาคุมกำเนิดช่วยเรื่องอะไร
ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจเรื่องผลข้างเคียง เราควรทราบถึงกลไกการทำงานของวิธีการนี้เสียก่อน การฉีดยาคุมกําเนิด เป็นวิธีการนำฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายเพื่อยับยั้งการตกไข่ ทำให้ไข่ไม่สามารถเดินทางมาผสมกับอสุจิได้ นอกจากนี้ตัวยายังมีผลทำให้มูกบริเวณปากมดลูกมีความข้นเหนียว ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปยังโพรงมดลูกได้สะดวก รวมถึงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
วิธีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสตรีที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร หรือผู้ที่มักมีปัญหาลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดบ่อยครั้ง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้ แต่ด้วยกลไกการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนนี้เอง ที่นำมาสู่ผลข้างเคียงต่างๆ ที่ร่างกายแต่ละคนอาจตอบสนองแตกต่างกันไป
โปรแกรมแบบ 3 เดือนกับความเสี่ยงเรื่องน้ำหนักตัว
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉีดยาแล้วอ้วนขึ้นจริงไหม คำตอบคือ มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนและขึ้นอยู่กับชนิดของยา โดยเฉพาะยาฉีดคุมกำเนิดแบบ 3 เดือน (DMPA) ซึ่งเป็นชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงอย่างเดียว
สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักขึ้น
ตัวฮอร์โมนโปรเจสตินในปริมาณสูง มีผลข้างเคียงที่สำคัญคือการไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง ทำให้ผู้ฉีดรู้สึกเจริญอาหารมากขึ้น หิวบ่อยขึ้น หรืออยากทานของจุกจิกมากกว่าปกติ ดังนั้น ความอ้วนที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวยาเข้าไปขยายเซลล์ไขมันโดยตรง แต่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไปตามความอยากที่เพิ่มขึ้น หากผู้ฉีดไม่สามารถควบคุมปริมาณอาหารหรือเลือกทานอาหารที่มีแคลอรีสูง น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวเลย หรือบางรายอาจน้ำหนักลดลงด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและการดูแลตัวเองควบคู่กันไป
ยาฉีดแบบ 1 เดือน ทางเลือกสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องน้ำหนักตัว
หากคุณมีความกังวลเรื่องน้ำหนักตัวเป็นพิเศษ การฉีดยาคุมกําเนิดแบบ 1 เดือน อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นแบบฮอร์โมนรวม (Combined Injectable Contraceptives) ซึ่งประกอบไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน ทำงานร่วมกันคล้ายกับยาเม็ดคุมกำเนิด
ความแตกต่างของฮอร์โมน
ระดับฮอร์โมนในยาฉีดแบบ 1 เดือน จะมีความสมดุลมากกว่าแบบ 3 เดือน ทำให้ผลข้างเคียงเรื่องการกระตุ้นความอยากอาหารมีน้อยกว่า ผู้ฉีดส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยพบปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนยาฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว นอกจากนี้ยาชนิดนี้ยังส่งผลให้ประจำเดือนมาเป็นปกติทุกเดือน ไม่ขาดหายไปเหมือนแบบ 3 เดือน ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกสบายใจและมั่นใจว่าระบบร่างกายยังทำงานปกติ
แต่ข้อจำกัดคือต้องเข้ารับบริการฉีดทุกเดือน ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับบางท่านที่ไม่ชอบการเดินทางไปสถานพยาบาลบ่อยครั้ง
ฮอร์โมนกับการเกิดสิวและปัญหาสิวผิวมัน
เรื่องสิวเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจไม่แพ้เรื่องน้ำหนัก การฉีดยาคุมกําเนิดอาจส่งผลต่อสภาพผิวได้ในสองทิศทาง คือทำให้สิวเห่อขึ้น หรือทำให้สิวลดลง ขึ้นอยู่กับประเภทของยาและพื้นฐานฮอร์โมนเดิมของผู้ฉีด
ทำไมฉีดแล้วสิวขึ้น
ในบริการคุมกำเนิดแบบฉีด 3 เดือน ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินสูง ฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์แอนโดรเจนแฝงอยู่ (ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชาย) ซึ่งสามารถไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ทำงานหนักขึ้น ผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น จนนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขนและการเกิดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบหรือสิวบริเวณกรอบหน้าและแผ่นหลัง
กรณีที่ฉีดแล้วสิวอาจลดลง
ในทางกลับกัน บริการคุมกำเนิดแบบฉีด 1 เดือนที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผสมอยู่ อาจช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน หรือ ลดความมันบนใบหน้า ในผู้หญิงบางราย เนื่องจากเอสโตรเจนมีคุณสมบัติช่วยลดความมันบนใบหน้าและต้านฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้นใครที่มีปัญหาสิวจากฮอร์โมนไม่สมดุล การได้รับฮอร์โมนรวมอาจช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้นได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์เรื่องผิวพรรณเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่คาดเดาได้ยาก
อาการบวมน้ำ สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นความอ้วน
หลายครั้งที่ผู้ฉีดยาคุมรู้สึกว่าตัวเอง “อ้วนขึ้น” หรือ “ตัวหนาขึ้น” ในช่วงแรกหลังฉีดยา แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน แต่เป็นอาการ “บวมน้ำ” (Water Retention) ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจน (ในยาฉีดแบบ 1 เดือน) หรือผลข้างเคียงชั่วคราวของฮอร์โมนโปรเจสติน
อาการบวมน้ำเกิดจากการที่ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์มากกว่าปกติ ทำให้รู้สึกอึดอัด แหวนคับ หรือรู้สึกหน้าบวม อาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวและสามารถหายไปเองเมื่อร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมนได้ ไม่ใช่การสะสมของไขมันถาวร การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอและลดการทานอาหารรสเค็มจัดจะช่วยลดอาการบวมน้ำนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนที่ต้องทำความเข้าใจ
ผลข้างเคียงที่ชัดเจนที่สุดของการฉีดยาคุมกําเนิดคือเรื่องของประจำเดือน ซึ่งผู้รับบริการจำเป็นต้องเตรียมใจและทำความเข้าใจก่อนเริ่มฉีด เพื่อลดความวิตกกังวล
ประจำเดือนมาไม่ปกติ
ในช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรกของการฉีดยา (โดยเฉพาะแบบ 3 เดือน) ผนังมดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือมีเลือดสีคล้ำออกมาเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและไม่อันตราย
ภาวะไม่มีประจำเดือน
สำหรับผู้ที่ฉีดยาแบบ 3 เดือนต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่จะพบว่าประจำเดือนมาน้อยลงจนกระทั่ง “ไม่มาเลย” ภาวะนี้เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไม่มีการหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งเป็นกลไกการคุมกำเนิดของยา ไม่ใช่เลือดเสียคั่งค้างในร่างกายแต่อย่างใด และเมื่อหยุดฉีดยา ประจำเดือนก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ แต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อให้รังไข่กลับมาทำงานตามธรรมชาติ
การฉีดยาคุมกําเนิดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่อาจมาพร้อมกับผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล สำหรับความกังวลเรื่องน้ำหนักตัว ยาฉีดแบบ 3 เดือนมีแนวโน้มกระตุ้นความอยากอาหารได้มากกว่ายาฉีดแบบ 1 เดือน แต่หากสามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ น้ำหนักก็จะไม่เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องสิวและผิวพรรณขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อฮอร์โมนของแต่ละคน
สิ่งสำคัญคือการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากพบผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีความกังวลใจ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ Apidat Clinic เพื่อรับคำแนะนำ ปรับเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือหาวิธีดูแลตัวเองที่เหมาะสม เพื่อบุคลิกภาพที่ดีและความมั่นใจ ในการวางแผนครอบครัว
ช่องทางการติดต่อ Apidat Clinic (หมออภิเดชคลินิก)
คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
ที่ตั้ง : เลขที่ 125/17-18 หมู่ที่ 4 ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี 84160
เบอร์โทรติดต่อ : 062-083-0581 (สายด่วน), 077-313-806
เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ 09:00-14:00 น. (ติดต่อสอบถาม) และ 16:30-20:00 น. (แพทย์ออกตรวจ), เสาร์-อาทิตย์ 08:00-12:00 น.
Google Maps : https://maps.app.goo.gl/RpNCYoKEccN4Yp5B8
