หลายคนเลือกฉีดยาคุม 3 เดือน เพราะสะดวก ไม่ต้องกินยาทุกวัน และช่วยลดความกังวลเรื่องลืมคุมกำเนิด แต่ก่อนเข้ารับบริการ ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการฉีดยาทั่วไปแล้วจบ เพราะประวัติสุขภาพบางอย่างอาจมีผลต่อความเหมาะสมและความปลอดภัยของการใช้ยาคุมชนิดฉีด การแจ้งข้อมูลกับแพทย์อย่างครบถ้วนตั้งแต่โรคประจำตัว ไมเกรน ความดัน ยาที่ใช้อยู่ ไปจนถึงประจำเดือนล่าสุด จะช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าเหมาะกับการฉีดยาคุม 3 เดือนหรือควรเลือกวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นที่ปลอดภัยกว่า

ทำไมต้องแจ้งโรคประจำตัวก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน
ยาคุมชนิดฉีด 3 เดือนเป็นฮอร์โมนคุมกำเนิดที่ออกฤทธิ์ต่อเนื่องในร่างกาย เมื่อฉีดแล้วไม่สามารถหยุดฤทธิ์ทันทีเหมือนการหยุดกินยาเม็ดได้ ดังนั้นการประเมินก่อนฉีดจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาต่อเนื่อง
ช่วยให้แพทย์เลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
การแจ้งโรคประจำตัวไม่ได้หมายความว่าจะถูกปฏิเสธการฉีดยาทุกกรณี แต่ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและข้อควรระวังได้ถูกต้อง บางคนอาจฉีดได้ตามปกติ บางคนอาจต้องติดตามอาการมากขึ้น และบางคนอาจเหมาะกับวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นมากกว่า
ข้อมูลที่ควรแจ้งตั้งแต่แรก ได้แก่
- โรคประจำตัวที่เป็นอยู่
- ยาที่กินเป็นประจำ
- ประวัติแพ้ยา
- ประวัติผ่าตัดหรือเจ็บป่วยรุนแรง
- ประวัติลิ่มเลือด โรคหัวใจ หรือหลอดเลือด
- ประวัติรอบเดือนผิดปกติ
- ประวัติตั้งครรภ์ คลอดบุตร หรือแท้ง
ไมเกรนต้องแจ้ง โดยเฉพาะไมเกรนที่มีอาการเตือน
คนที่เป็นไมเกรนควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน โดยเฉพาะไมเกรนที่มีอาการเตือนก่อนปวดศีรษะ เช่น เห็นแสงวาบ เห็นภาพซิกแซก ชาแขนขา พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
ผลจากไมเกรนแต่ละแบบมีการประเมินไม่เหมือนกัน
ไมเกรนทั่วไปและไมเกรนที่มีอาการเตือนอาจมีข้อควรระวังต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น อายุ สูบบุหรี่ ความดันสูง โรคหัวใจ หรือประวัติหลอดเลือดผิดปกติ
แพทย์จะช่วยประเมินว่าการฉีดยาคุม 3 เดือนเหมาะสมหรือไม่ และควรติดตามอาการหลังฉีดอย่างไร หากหลังฉีดแล้วมีอาการปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ตามัว ชาครึ่งซีก หรือพูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์ทันที
ความดัน โรคหัวใจ และหลอดเลือดควรประเมินก่อน
ก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน ควรวัดความดันโลหิตและแจ้งแพทย์หากเคยมีความดันสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เจ็บหน้าอก เส้นเลือดอุดตัน หรือมีภาวะที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือด
ความดันสูงไม่ควรประเมินเอง
บางคนไม่รู้ว่าตัวเองมีความดันสูง เพราะไม่มีอาการชัดเจน การวัดความดันก่อนรับบริการจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ หากพบว่าความดันสูงมากหรือควบคุมไม่ได้ แพทย์อาจต้องประเมินเพิ่มเติมก่อนเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์เพิ่มเติม ได้แก่
- เคยวัดความดันแล้วค่าสูงหรือไม่
- มียาความดันที่ใช้อยู่หรือไม่
- เคยมีอาการแน่นหน้าอกหรือใจสั่นหรือไม่
- เคยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดหรือไม่
- สูบบุหรี่หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การคุมกำเนิดปลอดภัยขึ้น และลดโอกาสเลือกวิธีที่ไม่เหมาะกับสุขภาพของผู้รับบริการ

โรคประจำตัวสำคัญที่ควรแจ้งให้ครบ
นอกจากไมเกรนและความดันแล้ว ยังมีโรคประจำตัวอื่นที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน เพราะอาจมีผลต่อการเลือกวิธีคุมกำเนิดหรือการติดตามอาการหลังฉีด
เบาหวาน โรคตับ และภาวะลิ่มเลือด
ผู้ที่เป็นเบาหวานควรแจ้งระยะเวลาที่เป็น ระดับน้ำตาลโดยประมาณ และภาวะแทรกซ้อนถ้ามี เช่น ไต ตา เส้นประสาท หรือหลอดเลือด ส่วนผู้ที่มีโรคตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือเคยมีก้อนในตับ ควรแจ้งให้ชัดเจน เพราะฮอร์โมนบางชนิดอาจต้องใช้ความระมัดระวัง
ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน เส้นเลือดอุดตันที่ขา ปอด หรือสมอง ควรแจ้งแพทย์อย่างละเอียด รวมถึงประวัติคนในครอบครัวถ้ามี เพราะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินความปลอดภัย
กระดูกพรุนและสุขภาพกระดูก
การฉีดยาคุม 3 เดือนอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของมวลกระดูกในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกพรุนอยู่แล้ว เช่น น้ำหนักน้อยมาก มีประวัติกระดูกหักง่าย ใช้ยาสเตียรอยด์นาน ขาดแคลเซียมหรือวิตามินดี หรือมีประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว
แพทย์อาจแนะนำให้ดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก และประเมินความเหมาะสมของการใช้ยาคุมชนิดนี้ต่อเนื่องในระยะยาว

ประวัติแพ้ยา ยาที่ใช้ และอาหารเสริมต้องบอกด้วย
หลายคนมักบอกเฉพาะโรคประจำตัว แต่ลืมแจ้งยาที่ใช้อยู่ ทั้งที่ยาบางชนิด สมุนไพร หรืออาหารเสริมบางประเภทอาจมีผลต่อสุขภาพโดยรวม การมีเลือดออกผิดปกติ หรือการประเมินความเหมาะสมของการคุมกำเนิด
แจ้งทั้งยาประจำและยาที่เพิ่งหยุดใช้
ข้อมูลที่ควรแจ้ง ได้แก่
- ยาประจำทุกชนิด
- ยารักษาไมเกรน
- ยาความดัน
- ยาเบาหวาน
- ยากันชัก
- ยารักษาวัณโรค
- ยาละลายลิ่มเลือด
- ยาสมุนไพร
- อาหารเสริม
- ยาที่เพิ่งหยุดใช้ภายในช่วงที่ผ่านมา
หากจำชื่อยาไม่ได้ สามารถถ่ายรูปซองยา กล่องยา หรือฉลากยาให้เจ้าหน้าที่ดูได้ การให้ข้อมูลครบจะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ยาร่วมกัน และช่วยให้แพทย์ติดตามอาการหลังฉีดได้แม่นยำขึ้น
รอบเดือน การคลอด การแท้ง และการตั้งครรภ์ต้องแจ้งก่อนฉีด
ก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน แพทย์หรือเจ้าหน้าที่มักสอบถามเรื่องรอบเดือนล่าสุด เพราะต้องประเมินว่าผู้รับบริการไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ในช่วงเวลานั้น รวมถึงช่วยกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มฉีด
ข้อมูลรอบเดือนที่ควรเตรียม
ควรแจ้งข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน
- วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด
- รอบเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่
- มีเพศสัมพันธ์หลังประจำเดือนครั้งล่าสุดหรือไม่
- ใช้วิธีคุมกำเนิดก่อนหน้านี้อย่างไร
- เพิ่งคลอดบุตรหรืออยู่ระหว่างให้นมบุตรหรือไม่
- เพิ่งแท้งหรือยุติการตั้งครรภ์หรือไม่
- สงสัยว่าตั้งครรภ์หรือมีอาการผิดปกติหรือไม่
หากมีโอกาสตั้งครรภ์ ควรตรวจให้แน่ใจก่อนฉีดยา ไม่ควรปกปิดข้อมูลเพราะอาจทำให้การประเมินผิดพลาด
Apidat Clinic ให้คำปรึกษาเรื่องคุมกำเนิดและท้องไม่พร้อม
สำหรับ Apidat Clinic ให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนคุมกำเนิด รวมถึงผู้ที่กังวลเรื่องท้องไม่พร้อม ต้องการประเมินทางเลือก หรืออยากสอบถามเรื่องการฉีดยาคุม 3 เดือนก่อนตัดสินใจรับบริการ
สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกเดินทาง สามารถแอด LINE @dr.apidatclinic เพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้น มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในเวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00 ถึง 20.00 น. และวันหยุด เวลา 8.30 ถึง 12.00 น.
หากเป็นกรณีท้องไม่พร้อมหรือต้องการยุติการตั้งครรภ์ เจ้าหน้าที่สามารถให้ข้อมูลเรื่องสิทธิบริการ ค่าใช้จ่าย และแนวทางประเมินเบื้องต้นได้ โดยผู้ใช้สิทธิคนไทยสามารถสอบถามเงื่อนไขบริการด้วยบัตรประชาชนใบเดียว กรณีไม่ใช้สิทธิ์มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 1,500 บาท และชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 2,500 บาท ทั้งนี้รายละเอียดควรได้รับการประเมินจากเจ้าหน้าที่ตามสถานการณ์จริงของแต่ละคน
ก่อนฉีดยาคุม 3 เดือน ควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนเกี่ยวกับโรคประจำตัว ไมเกรน ความดัน โรคหัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน โรคตับ ลิ่มเลือด กระดูกพรุน ประวัติแพ้ยา ยาที่ใช้อยู่ อาหารเสริม และสมุนไพรที่รับประทานเป็นประจำ ข้อมูลเรื่องรอบเดือน การคลอด การแท้ง การยุติการตั้งครรภ์ และความเป็นไปได้ของการตั้งครรภ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้แพทย์ประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มฉีด และลดความเสี่ยงจากการรับบริการผิดจังหวะ
ช่องทางการติดต่อ Apidat Clinic (หมออภิเดชคลินิก)
คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
ที่ตั้ง : เลขที่ 125/17-18 หมู่ที่ 4 ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี 84160
เบอร์โทรติดต่อ : 062-083-0581 (สายด่วน), 077-313-806
เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ 09:00-14:00 น. (ติดต่อสอบถาม) และ 16:30-20:00 น. (แพทย์ออกตรวจ), เสาร์-อาทิตย์ 08:00-12:00 น.
Google Maps : https://maps.app.goo.gl/RpNCYoKEccN4Yp5B8
