การฉีดยาคุมกำเนิด ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเข็มหรือฮอร์โมนแต่มันคือเรื่องของความสบายใจ ความมั่นใจ และสิทธิในร่างกายของเราเอง หลายคนเลือกวิธีนี้เพราะอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องลืมกินยาทุกวัน แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่อง ตัวบวม ,สิวขึ้น หรือมีลูกยากในอนาคต ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
บทความนี้เราจะมาเข้าใจทั้งเรื่องความแตกต่างของยาฉีดแต่ละประเทภ ว่ามีผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจริงๆ และความเชื่อที่ส่งต่อกันมาผิดๆ เพื่อให้บทความนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้การตัดสินใจเลือกวิธีคุมกำเนิดที่ใช่ได้อย่างสบายใจ

การฉีดยาคุมกำเนิดคืออะไร?
การฉีดยาคุมกำเนิด คือการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อยับยั้งการตั้งครรภ์ โดยมีกลไกหลัก 3 อย่างคือ
- ยาคุมหยุดกระบวนการตกไข่ เมื่อไม่มีไข่ตกลงมารอที่ท่อนำไข่ การปฏิสนธิระหว่างอสุจิและไข่จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้
- เปลี่ยนมูกที่ปากมดลูก ทำให้มูกมีความเหนียวข้นจนอสุจิว่ายผ่านไปได้ยาก
- ทำให้ผนังมดลูกบางลง เพื่อไม่ให้ไข่ที่อาจถูกผสม (ถ้ามี) สามารถฝังตัวได้
ทำไมต้องฉีด? สำหรับคนที่ขี้ลืม หรือชีวิตวุ่นวายจนลืมกินยาคุมแบบแผงบ่อยๆ การฉีดคือคำตอบ เพราะคุณแค่ไปพบหมอตามนัดปีละไม่กี่ครั้ง ก็ลดความเสี่ยงการ “ท้องไม่พร้อม” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของยาคุมกำเนิด 1 เดือน vs 3 เดือน
1. ยาคุมกำเนิดแบบฉีดทุก 1 เดือน (ฮอร์โมนรวม)
แบบฉีด 1 เดือน คือ มีฮอร์โมน 2 ชนิดคือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน (คล้ายยาคุมแบบแผงรายเดือน)
จุดเด่น ประจำเดือนจะมาทุกเดือนค่อนข้างตรงเวลา ทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ และมักไม่ค่อยพบปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอย
ข้อพิจารณา ต้องไปพบแพทย์หรือพยาบาล “ทุกเดือน” ห้ามลืมนัดเด็ดขาด
- อาจมีอาการคัดตึงเต้านม บวมน้ำ หรือคลื่นไส้ได้ในบางรายจากผลของเอสโตรเจน
- เมื่อหยุดฉีด ร่างกายจะกลับคืนสู่ภาวะเจริญพันธุ์ (พร้อมตั้งครรภ์) ได้เร็วกว่าแบบ 3 เดือน
เหมาะสำหรับ คนที่อยากให้ประจำเดือนมาปกติ และสะดวกไปโรงพยาบาล/คลินิกทุกเดือน
2. ยาคุมกำเนิดแบบฉีดทุก 3 เดือน (ฮอร์โมนเดี่ยว)
แบบฉีด 3 เดือน คือ มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว (DMPA)
จุดเด่น * ฉีดครั้งเดียวคุมได้นานถึง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3 เดือน) สะดวกสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปสถานพยาบาลบ่อยๆ
- ไม่มีผลข้างเคียงจากเอสโตรเจน เหมาะกับผู้ที่มีข้อห้ามใช้เอสโตรเจน หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร (ไม่ทำให้น้ำนมลด)
ข้อพิจารณา * ประจำเดือนจะเปลี่ยนแปลงชัดเจน ในช่วงแรกอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอย แต่เมื่อฉีดไปสักพักประจำเดือนมักจะหายไปเลย (ซึ่งเป็นภาวะปกติของยาฉีดประเภทนี้)
- เรื่องน้ำหนักตัว มีรายงานว่าผู้ใช้บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าแบบ 1 เดือน
- การกลับมามีบุตร เมื่อหยุดฉีด อาจต้องใช้เวลารอประมาณ 6-10 เดือนกว่าไข่จะกลับมาตกเป็นปกติ
เหมาะสำหรับ คนขี้ลืม, คนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปหาหมอบ่อยๆ หรือคุณแม่หลังคลอด
เปรียบเทียบการฉีดยาคุมกำเนิด 1 เดือนและ 3 เดือน
| เปรียบเทียบ | แบบ 1 เดือน | แบบ 3 เดือน |
| ความถี่ในการฉีด | ทุกๆ 28-30 วัน | ทุกๆ 12 สัปดาห์ |
| ลักษณะประจำเดือน | มาปกติทุกเดือน | กะปริบกะปรอยในช่วงแรก และอาจหายไปในระยะยาว |
| ความสะดวก | ปานกลาง (ต้องไปบ่อย) | สูงมาก(3 เดือนครั้ง) |
| ผลข้างเคียงเรื่องน้ำหนัก | พบน้อยกว่า | มีโอกาสพบได้มากกว่า |
| เมื่อหยุดฉีดแล้วอยากมีลูก | กลับมาท้องได้เร็ว (1-3 เดือน) | กลับมาท้องได้ช้า (6-10 เดือน) |
| ราคาต่อครั้ง | มักจะสูงกว่าแบบ 3 เดือนเล็กน้อย | ประหยัดกว่าเมื่อเทียบสัดส่วนต่อเดือน |
ข้อดีและข้อเสีย ของการฉีดยาคุมกำเนิด
ข้อดีของการฉีดยาคุม
- โอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก หากฉีดตามกำหนด หากฉีดตรงเวลา โอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก หากฉีดตามกำหนด
- ความเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีใครรู้ว่าคุณคุมกำเนิดอยู่ ไม่ต้องพกแผงยา หรือใส่ห่วงอนามัย
- ลดอาการปวดประจำเดือน หลายคนพบว่าอาการปวดท้องเมนส์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- ช่วยลดความเสี่ยงโรคบางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งโพรงมดลูก และภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน
ข้อเสียที่ต้องพิจารณา
- ต้องไปสถานพยาบาล ไม่สามารถหาซื้อมาฉีดเองที่บ้านได้ (เพื่อความปลอดภัย)
- ไม่กันโรคติดต่อ ยาคุมกำเนิด “กันท้อง” แต่ “ไม่กันโรค” นะ ยังคงต้องใช้ถุงยางอนามัยหากมีความเสี่ยง
- หยุดใช้แล้วไม่ได้หายทันที ยาจะยังอยู่ในร่างกายสักพักใหญ่หลังเข็มสุดท้าย
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและวิธีรับมือ
- เลือดออกกะปริบกะปรอย พบบ่อยมากในช่วง 1-2 เข็มแรกของการฉีดแบบ 3 เดือน ร่างกายกำลังปรับตัว ถ้าออกไม่มากให้รอดูอาการ แต่ถ้าออกนานเกิน 2 สัปดาห์ควรปรึกษาหมอ
- ประจำเดือนขาด หลังจากฉีดไปสักพัก ประจำเดือนอาจหายไปเลย ไม่ต้องตกใจ ไม่ได้แปลว่า “เลือดเน่าค้างในท้อง” แต่เป็นเพราะผนังมดลูกบางลงจนไม่มีอะไรให้หลุดออกมาเป็นเลือด
- น้ำหนักตัวเพิ่ม ฮอร์โมนอาจทำให้บางคนหิวบ่อยขึ้น หรือมีการกักเก็บน้ำในร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่ายามีแคลอรีที่ทำให้อ้วนโดยตรงนะ การคุมอาหารช่วยได้
- อารมณ์แปรปรวน/ความต้องการทางเพศลดลง พบบ้างในบางราย ถ้าเริ่มกระทบชีวิตคู่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนสูตรยา
ฉีดนานๆ มดลูกจะแห้ง/ฝ่อ จริงไหม?
ความจริง ไม่มีการแพทย์ยืนยันว่ามดลูกจะแห้ง เพียงแต่ผนังมดลูกจะพักการทำงานชั่วคราว เมื่อหยุดยา ร่างกายจะค่อยๆ สร้างฮอร์โมนกลับมาและผนังมดลูกจะกลับมาหนาตัวเหมือนเดิม มดลูกยังอยู่ดีและทำงานได้ปกติ

หยุดฉีดแล้วทำไมยังไม่ท้องสักที?
ความจริง ยาฉีด โดยเฉพาะแบบ 3 เดือนจะมีภาวะร่างกางกายต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลฮอร์โมน หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ แม้ว่ายาคุมกำเนิดที่คุณฉีดจะหมดฤทธิ์ในการ “ป้องกันการตั้งครรภ์” ไปแล้วตามกำหนดนัด แต่ “โรงงานผลิตไข่” (รังไข่) อาจจะยังไม่ตื่นขึ้นมาทำงานในทันทีบางคนอาจต้องรอ 6-12 เดือน ร่างกายถึงจะพร้อมมีลูก ดังนั้นถ้าคุณวางแผนจะมีลูกใน 3-4 เดือนข้างหน้า ยาฉีดอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีได้
การเตรียมตัวและการดูแลตัวเอง
หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะฉีด นี่คือสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- ช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรไปฉีดในช่วง 1-5 วันแรกของประจำเดือน เพื่อให้ชัวร์ว่าไม่ท้อง และยาจะออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้ทันที
- แจ้งประวัติสุขภาพ หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือเนื้องอกในมดลูก ต้องบอกหมอทุกครั้ง
- การดูแลจุดที่ฉีด หลังพยาบาลฉีดให้เสร็จ “ห้ามขยี้หรือนวด” บริเวณนั้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมเร็วเกินไป ผลคือยาจะคุมไม่ถึงกำหนดนัด
- จดวันนัดให้แม่น แนะนำให้ตั้งเตือนในมือถือไว้ล่วงหน้า 1 สัปดาห์
ถาม-ตอบ สำหรับคนกังวลเรื่องการตั้งครรภ์
ถาม : ฉีดยาคุมอยู่แต่มีอาการเหมือนท้อง (คัดเต้า คลื่นไส้) ต้องทำอย่างไร?
ตอบ : อาการเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงของฮอร์โมน แต่เพื่อความสบายใจ คุณสามารถซื้อชุดตรวจครรภ์มาตรวจเองได้เลย (ตรวจได้หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด 14 วัน)
ถาม : ถ้าลืมนัดฉีดยาเกิน 1 สัปดาห์ ต้องทำอย่างไร?
ตอบ : หยุดการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันทันที และรีบไปพบหมอให้เร็วได้อย่างมั่นใจ ในช่วงที่เลยนัดให้ใช้ถุงยางอนามัยไปก่อนอย่างน้อย 7 วันหลังฉีดเข็มใหม่
ถาม : ท้องไม่พร้อมแต่ดันไปฉีดยาคุม จะเป็นอันตรายต่อเด็กไหม?
ตอบ : จากการศึกษาพบว่า หากฉีดยาเข้าไปโดยไม่รู้ว่าตั้งครรภ์ ตัวยาไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของความพิการในทารกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ควรหยุดยาและเข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์หรือปรึกษาทางเลือกโดยเร็ว
ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการศึกษาข้อมูลในการเลือกฉีดให้ดี เพราะการฉีดยาคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมาก หากเราเข้าใจการทำงานของการฉีดในแต่ละประเภท ผู้ที่ยังไม่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพื่อการป้องกันการตั้งครรภ์ ทางเลือกนี้ฉีดยาคุมกำเนิดไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันได้แล้วยังช่วยลดความกังวล ลดความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวันได้สบายใจมากยิ่งขึ้นสำรหับผู้หญิงหลายๆคนอีกด้วย
ช่องทางการติดต่อ Apidat Clinic (หมออภิเดชคลินิก)
คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
ที่ตั้ง : เลขที่ 125/17-18 หมู่ที่ 4 ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี 84160
เบอร์โทรติดต่อ : 062-083-0581 (สายด่วน), 077-313-806
เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ 09:00-14:00 น. (ติดต่อสอบถาม) และ 16:30-20:00 น. (แพทย์ออกตรวจ), เสาร์-อาทิตย์ 08:00-12:00 น.
Google Maps : https://maps.app.goo.gl/RpNCYoKEccN4Yp5B8
